2011/Nov/17

ก่อนจะเริ่มบทความนี้ ภาพในหัวผมเห็นขาตัวเอง วิ่งฝ่าผืนหญ้า ในกางเกงรด. ข้างหน้าผมเห็นเงาเพื่อนสองคนเป็นแถวเรียงเดี่ยว วิ่งหายลับไปในความมืด

พวกเราวิ่งเร็ว และ เงียบที่สุด เพื่อไปให้ถึงจุดนัดหมาย จิตใจผมไม่มีคำว่ากลัว ฮึกเหิม มาก

มากพอจะทำร้ายใครซักคนให้หมอบอยู่ใต้ฝ่าเท้า 

 

 

-----------------------

 

 

ผม เป็นเหมือนใครหลายๆคน ที่ไม่รู้จะบอกว่าโชคดี หรือโชคร้าย ที่โตมาในช่วงวัยกำลังมีอิสระของตัวเอง ร่างกายแข็งแรงเดินเหินได้ และเดินเอ๋อเข้าไปในบริเวณที่มีการชุมนุมทางการเมืองมาบ้าง

ไม่ได้ ยิ่งใหญ่ด้วยอุดมการณ์ หรือรักการถ่ายภาพ ผมเป็นแค่คนหนึ่ง ที่เดินไปเก็บประสบการณ์(เสือก) และกลับออกมาอย่างไม่ได้ตะโกนโห่ร้องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือเสื้อชมพู ทั้งอยากเข้าไปเอง และจำใจต้องเข้าไป กฏง่ายๆ ยิงกับเมื่อไหร่ ผมก็บายเมื่อนั้น

 

 

แต่ถึงบรรทัดนี้ ก็อย่าหวังให้ผมไม่มีรสนิยมทางการเมือง ถึงผมอาจไม่มีฝ่ายที่จงรักชัดเจน ผมมีฝ่ายที่เกลียดในใจแล้วแน่นอน

 

 

 

กล้อง ในมือผมเป็นกล้องคอมแพ็คเล็กๆเก่าๆ ดังนั้นห้วงเวลาที่ผมเดินในทำเนียบตอนเสื้อเหลือง หรือเดินฝ่าฝูงชนที่ราชประสงค์ จึงไม่ใช่การมองหามุมสวยๆ แสงดีๆ หรือคนน่ารักๆ

หากแต่เป็นช่วงเวลาที่ผม คิดถึงเรื่องเก่าๆ เพื่อนเก่าๆ การกระทำของพวกเขาหมุนย้อนซ้อนทับ กับสิ่งรอบๆตัว 

ผมมองดู และฟังคลื่อนเสียงที่ไหลไปมาทุกทิศทาง ทุกอย่างลงล็อกสนิทเป๊ะ

หากจะแกะเรื่องราวตอนนั้น เอาออกมาเป็นสัญลักษณ์ ก็คงนั่งตีได้เป็นฉากๆกับทุกกระเบียดของความจริง

 

 

 

 

 

 

วันนี้ผมนั่งอยู่ในห้องปรับอากาศ คอนโดบริเวณอนุสาวรีย์ เที่ยงคืนห้าสิบนาที ตรงหลางระหว่างวันพุทธ ไปวันพฤหัสที่ 17 พฤศจิกายน

เมื่อกลางวันของวันนี้ ข่าวเรื่องกฏหมายนิรโทษกรรมยืนยันแล้วชัดเจน 

เพื่อน ร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองที่เข้าใจกันไว้ว่าจะหุบปากเงียบไปหลังการเลือก ตั้ง ต่างค่อยๆตื่นขึ้นมาทีละคน แอบเห่าหอนกันเบาๆตามภาษาคนหมาๆ (ที่หางยังจุกตูดกันอยู่) 

 

 

 

ท่ามกลางบทสนทนาต่างๆ มโนภาพในหัวเป็นสิ่งที่เราห้ามไม่ได้ 

สมอง ผมปั่นภาพออกมาเป็นการชุมนุมแตกหักไปแล้ว จริงๆแล้วคราวนี้อาจจะเรียบง่ายมาก ไม่มีความซับซ้อน อย่างการเอานอมินีลง หรือ การไล่นายกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 

แต่เป็นการป้องกันคนนึงไม่ให้กลับมามีอำนาจสมบูรณ์ในประเทศนี้ กับ การที่คนอีกคนกลุ่มหนึ่งศรัทธากับคนคนนี้ 

โอ้ ช่างเข้าใจง่ายเสียนี่กระไร

 

 

 

ในอดีตที่ ผมเดินอยู่ในการชุมนุมที่ผ่านๆมา

ในมือที่ถือกล้องพานาโซนิคอันนั้น

โยนคำถามเล่นๆว่า เรามาชุมนุม กันทำไม? 

 

 

คำตอบตอนนั้นผมได้จากการแทนที่ตัวเอง ใช้ตัวแปรด้วยประสบการณ์โง่ๆ

คาดเดาว่ามันอาจจะถูก 

จนถึงคราวนี้ ผมก็คิดว่ามันถูกอยู่ดี

คำตอบนั้น ช่างเรียบง่าย และอาจจะไปถึงขั้นโง่ ก็ว่าได้

 

 

 

เอาเถอะ ก่อนจะบอกคำตอบนั้น ผมจะเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง

---------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

"นี่คือธง ของพวกคุณ"

ครูฝึกคนที่หนึ่งตะโกน พวกเรานั่งขัดสมาธอยู่กลางแดด บางคนก้มหน้าพยายามหลับ บางคนเด็ดหญ้า แต่ทุกคนฟังอยู่แน่ๆ

"รักษามันไว้ จัดเวรยามเฝ้าทั้งวัน หากกองไหนธงหาย พวกคุณโดนซ่อม!"

 

 

"มึงไม่ได้นอนแน่!" ครูฝึกคนที่สองคนกล่าว หมอนี่หน้าตากวนตีน ชอบพูดคำหยาบ และพล่ามเรื่องเชืดคอมมิวนิสต์

 

 

หลัง จากคำสั่งพัก พวกเราประชุมกองกัน จัดเวรยามแบ่งเวลาตามหมู่ หมู่แรกเวรยามคือ ธนรรค อุทักพันธุ์ (ผมจำได้ราว 70% ว่าเป็นเขา ผมจำชื่อไม่ได้ว่าเขียนยังไง ใครจำได้ช่วยบอกผมด้วย หรือถ้าไม่ใช่เขาก็บอกด้วย) 

 

 

ธนรรคเป็นลูกของอาจารย์ท่านหนึ่งในโรงเรียน เขาเด็กห้องคิง นิสัยเรียบร้อย แต่ตัวสูง ใหญ่ ท้วม

ผม ไม่รู้ว่าเขาอยากรับตำแหน่งนี้รึเปล่า เพราะมีข่าวลือว่า ครูฝึกอาจจะให้กองโรงเรียนอื่นมาขโมยธง ธนรรคเป็นคนสูงใหญ่จึงได้รับเลือก โดยไม่ได้ถามเขาเลยว่าเขาอยากมั้ย เพราะเขาไม่หือไม่อืออะไร

เอาเถอะ เรื่องที่ผมคิดคือ หาน้ำหวานกิน

 

 

เราปล่อยธนรรคยืนกลางแดด แล้วเดินเข้าร่มไม้

บ่นบ่นบ่นบ่น ถึง โค้กเย็นๆในน้ำแข็ง กับเลย์ และนั่งเก็บเลเวลเกมแร็กนาร็คในห้องแอร์

 

ขณะที่เราเดินไปได้ไม่ไกล เพื่อนผมคนหนึ่งสะกิดผมให้หันไปดูธนรรค

 

 

ตอนนั้นทุกคนก็หันไป 

 

 

ผมคาดเดาเอาว่า ราวๆ20-30 สายตาเห็นภาพเหตุการณ์นั้น

 

 

 

ครูฝึกคนที่สอง (ไอ้หน้ากวนตีนนั่นน่ะ)  เดินเข้าไปหาธนรรค 

เราเดาไม่ออกว่าเขาคุยอะไรกัน 

 

 

ครูฝึกเดินเข้าไปใกล้ พูดคุยครู่หนึ่ง แล้วธนรรคยื่นธงให้

 

 

 

เพื่อนคนหนึ่งเผลอพูดว่า "อย่า" 

แม้แต่ผมที่อยู่ใกล้ๆเขายังแทบไม่ได้ยิน ดังนั้นธนรรคที่อยู่ไกลออกไป เกือบร้อยเมตรจะได้ยินได้ยังไง

 

 

ครูฝึกรับธง เขาเขย่ามันเหมือนจะตรวจดูอะไร เอามาแนบชิดตัว ม้วนผ้า แล้วแบกขึ้นบ่า 

 

 

พวกเราเห็นเหตุการณ์ครั้งนี้พร้อมๆกัน ธนรรค พยายามยื่นมือขอคืน

ครูฝึกนิ่ง เขาเดินหันหลังจากไป

 

 

 

 

พวกเราออกจากร่มไม้ทันที ทิ้งแก้วน้ำหวานลงบนพื้น

คนที่เข้าถึงตัวธนรรคคนแรกทำอะไรกับเขา ผมไม่รู้ 

กว่าผมจะเห็นธนรรคในระยะของคนสายตาสั้น ตอนนั้นน้ำตาเขาก็ไหลเต็มหน้าแล้ว

ลองนึกภาพ ความรู้สึกที่ว่า เพราะตัวเองทำพลาด เลยทำให้เพื่อนร่วมโรงเรียนกว่า200คนต้องโดนทำโทษไม่ได้นอน 

 

 

 

มันหนักหนาขนาดไหน นั่นแหละความรู้สึกของธนรรค

 

 

 

 

ผ่านไปห้านาที หัวหน้ากอง (ถ้ากูจำไม่ผิด ไอ้ตูม) ประชุมกับทุกคน

ธนรรคยังคงสะอื้น ผมรู้สึกผิด เพราะผมก็เผลอด่าเขาไปด้วย ตูมเล่าว่า 

 

 

ครูฝึกมาขอตรวจดูธงจากธนรรค และธนรรคก็ให้ดู มันธรรมดามาก ถ้าเป็นผม ผมก็คงโดนเหมือนกัน

 

 

 

พวกเรายอมรับการโดนลงโทษแบบนี้ไม่ได้ ข่าวลือที่ครูฝึกปล่อยออกมาว่าโรงเรียนอื่นจะมาขโมย แต่กลับเป็นตัวเองมาขโมยเอง

 

 

เพื่อนบางคนบอกว่า ช่วยไม่ได้สมมุติว่าเป็นสงคราม เราก็โดนหลอก และแพ้ ก็จบ

แต่ในที่สุด ทั้งกองไม่อยากจะจบ 

ถ้าครูฝึกอยากทะเลาะ เราก็จะทะเลาะกับเขา ถ้าเขาอยากนอกกติกา ซึ่งมันไม่เคยมีกติกา เราก็จะทำเหมือนกัน

 

 

 

 

เราให้หัวหน้าหมู่คนหนึ่ง ทำทีว่ามีธุระอะไรซักอย่าง ต้องเข้าไปคุยกับครูฝึก

เนื่องจากเต๊นท์ครูฝึกมีอยู่ที่เดียว และเขาถือธงเข้าไป

ดังนั้น มันก็มีแนวโน้มว่าจะอยู่ที่นั่น แต่คำว่าแนวโน้มมันไม่พอ มันต้องแน่นอน

 

 

เพื่อน คนนั้นกลับมาราบงานกับกองว่า ธงพิงอยู่ที่ฝาในนั้นแหละ แต่มีเจ้าหน้าที่นั่งทำงานโต๊ะตรงนั้นตลอด เรื่องให้วิ่งเข้าไปเอาคนเดียวคงไม่ได้ 

เพราะนอกจากจะเฟลแล้ว คนที่ทำหน้าที่นี้อาจโดนซ่อมอาน

 

 

 

ตูมกับหัวหน้าหมู่ ประชุมวางแผนว่าจะทำยังไง หลังจากที่ได้แผนคร่าวๆ

หัวหน้าหมู่ก็เอามาบอกลูกน้องแต่ละคน และเราก็กลับไปฝึกตามปกติ

 

 

 

ธนรรคยืนอึดอัดอยู่ในแถว ครูฝึกคนที่สองยิ้มเจ้าเล่ห์ตลอดการฝึกช่วงเย็น "มึงโดนแน่ ..คืนนี้มึงโดนแน่" สายตาเขาบอกแบบนั้น

ผมยืนอยู่ในแถว มองเขา ตอบสายตานั้น 

"ไอ้สัตว์ อย่ามาดูถูกกู"

 

 

 

พระอาทิตย์ตกดิน ครูฝึกสั่งพักอีกครั้ง

เรามีเวลาราวครึ่งชั่วโมง ซักซ้อมแผนในจินตนาการ กับปากเปล่า 

 

 

ท้องฟ้ามืดแล้ว ดวงจันทร์ส่องสว่าง

เพื่อนคนหนึ่งเดินมาบอกว่าครูฝึกเข้าไปที่เต๊นท์หมดแล้ว ตูมตะโกนบอกให้เพื่อนเข้าแถว (ข้อดีของรด.คือ ทุกคนเข้าแถวเร็วมาก)

 

 

 

"ครบมั้ย!?" ตูมตะโกน

"ครบ!" ทุกคนตอบ ผมเติม โว้ย ลงไปด้วย

 

 

 

"ไป! ไป! ไป! ไป! ไป! " ตูมตะโกน แล้ววิ่งนำออกไป

แถวทุกแถวค่อยๆไหลออกไปเป็นแถวเดี่ยว ไม่มีการวิ่งเหยาะแบบนับก้าว ลงจังหวะซ้ายขวา ตามที่เรียนมา

 

 

พวกเราจำอ้าวสุดชีวิต

 

 

 

ก้าว พีรวัส จันทร์ทอง เพื่อนร่วมห้องผม และร่วมหมู่เดียวกัน เขาวิ่งช้าลง 

ผมผลักเขาเต็มแรงจากด้านหลัง เสียงดังอั๊ก!

 

 

"เร็วๆ!" ผมบอกก้าว

 

 

ก้าวกระชากหันมา เมื่อเห็นเป็นผมเขาเลยยั้งไว้ แล้ววิ่งต่อ

 

 

 

นัก ศึกษาวิชาทหารชั้นปี3โรงเรียนมหาวิชิราวุธจังหวัดสงขลากว่า 200 คน วิ่งออกจากจุดพักกอง เรียงเป็นแถวเดี่ยว วิ่งอ้อมล้อมเต๊นท์ครูฝึก ห่างจากระยะ ในเต๊นท์ 6-7 เมตร 

 

 

ผมเห็นหน้าครูฝึกคน หนึ่งลุกขึ้นยืนดูด้วยความงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น กว่าเขาจะรู้ตัว เด็กมัธยมกว่า200คนก็ล้อมบริเวณเต๊นท์ไว้ ด้วยแถววงกลมสองแถวซ้อนกัน

 

 

ผมมองเข้าไปในหน้าตาครูฝึกคนที่สอง เขาอยู่ใต้แสงไฟนีออน ผมอยุ่ในความมืด 

ผมเห็นสายตาเขา เขาไม่เห็นหน้าผม และมีกว่า 100 หน้ารอบตัวเขา

จริงๆผมอยากให้เขาเห็น ให้เขาได้ยินเสียงผม

"อย่าดูถูกกู ไอ้สัตว์.."

 

 

 

แผนจบตรงนี้ ไม่มีใครทำอะไรต่อ ครูฝึกยังยืนงงกันทุกคน

 

 

ผมจำไม่ได้ว่าตูม หรือใครเป็นคนเริ่มร้องเพลงมาร์ชโรงเรียน 

ทุกคนร้องเพลงมาร์ชโรงเรียน 

 

 

 

ร้องไปได้ครึ่งเพลง

ครูฝึกใหญ่คนหนึ่งเดินออกมา สั่งหยุด ตูมเดินเข้าไป ขอธงคืน

ผม จำไม่ได้ว่าเจรจากันยังไง ในใจผมดุเดือดเลือดพล่านไปแล้ว ต่อให้โดนปรับตกนศท. กูก็ขอได้ร่วมกระทืบครูฝึกซักครั้ง อย่างน้อยถ้าอยากให้ฝึกวิชาทหาร ล้อมแล้วไม่ยอมจำนนก็โดนซะ

 

 

ครูฝึกใหญ่ไม่ได้คืนธง เขาไล่พวกเรากลับ ผมไม่แน่ใจว่าพวกเราจะดื้อ หรือยืนต่อไปเพราะไม่รู้จะทำอะไรดี

 

 

แต่สุดท้าย ครูฝึกใหญ่ก็บอกว่า ไปรวมตัวกันที่ลาน

 

 

 

 

วันนั้น เราไม่ได้ธงกลับมา 

พวกเรายืนเข้าแถวอยู่ที่ลานฝึก ครูใหญ่ขึ้นพูด ผมจำไม่ได้ ถ้าปล่อยให้ตานี่ขึ้นพูด แม่งพูดนานมาก

แต่ผมจำได้ประโยคนึงว่า 

 

 

"นี่คือการฝึก คุณสามารถพลาดได้ เราทำให้คุณพลาด เพราะเราอยากฝึกให้คุณพลาด รู้ว่าพลาดอย่างไร จะได้ไม่เผลอทำให้มันเกิดอีก"

 

 

คือ..มันอาจจะลึกซึ้งก็ได้ 

ถ้าถามผมตอนนี้ 

ผมก็ตอบเหมือนเดิม เหมือนตอนนี้แหละ

 

.......มึงจะบ้าเหรอไอ้เหี้ย ใครจะให้มึงมาซ่อมเป็นหมูเป็นหมา.

 

 

 

 

 

คืนนั้นก็ผ่านไป สำหรับผม ..อย่างดุเดือด

 

 

ครูฝึกปล่อยเรื่องธงเฟดหายไป เราไม่โดนทำโทษ

ก้าว คนที่ผมผลัก บอกผมว่า ดีนะที่กูเห็นเป็นมึง ถ้าเป็นคนอื่นกูต่อยไปแล้ว

ดูจากผลลัพธ์แล้ว เรียกว่า เราอาจจะชนะก็ได้

 

 

 

 

ผมนอนยิ้มอย่างสะใจ

แม้ว่ายังจำได้ว่าเคยผลักเพื่อนจนเกือบล้ม แล้วโดนคนอื่นที่วิ่งตามมานับร้อยเหยียบซ้ำก็ตาม

 

 

--------------------

 

 

 

เรื่องนี้ก็จบ และจางหายไปในความทรงจำ 

ไม่เคยมีครั้งไหนที่ถูกขุดขึ้นมาพูดในวงเพื่อนเก่า วงเหล้า จนมาถึงบรรทัดนี้ ผมยังงงว่า กูไม่ได้ฝันไปคนเดียวใช่รึเปล่า 

(ใครแม่งอ่านแล้วเห็นว่าตรงไหนผิด บอกกูได้นะ กูกลัวหน้าแตกเหมือนกัน 55)

 

 

 

 

แต่ผมนึกถึงมันบ่อยครั้ง ที่เดินผ่าน หรือ นั่งรถผ่านบริเวณชุมนุม

 

 

ผมมองย้อนไปหาความผิดที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดเรื่องบ้าๆบอๆในตอนนั้น 

อย่าง แรก พวกเราผิดเอง ที่เลือกธนรรคมารับตำแหน่งนี้ เขาเป็นคนเรียบร้อย และไม่ได้ทันเล่ห์เหลี่ยมใครขนาดนั้น แค่เพราะเขาไม่หือไม่อือกับใคร  เขาจึงกลายเป็นเวรผลัดแรก เรามักง่ายเองที่เลือกคนไม่มีปากเสียงจะโต้แย้งเราว่า ทำไมกูต้องยืนกลางแดดวะไอ้เหี้ย ร้อน กูก็อยากกินน้ำหวาน ..พวกเราทุกคน ผิดเองที่เลือกเขา

 

อย่างที่สองผมสมควรโดนก้าวต่อยซักครั้ง ที่ไปผลักเขา ผมจะดุเดือดไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ก้าวต้องรับรู้ เขาก็รู้หน้าที่ของเขาอยู่แล้ว แต่ในห้วงเวลา วินาทีใดๆของแต่ละคน ล้วนต่างกัน จะให้เหมือนกันหมดได้อย่างไร

 

อย่างที่สาม ผมไม่เข้าใจ และไม่ได้ทราบซึ้งกับเหตุผลตะบักตะบวยของครูฝึกเลย ตอบตามตรง ถ้าให้ผมพูดว่าทำไมผมจึงสมัครใจไปยืนล้อม ทหารที่สามารถแจ้งตกวิชานศท.ได้ยกชั้น ซ่อมจนขี้แตกขี้แตน ยันจำหน่ายยอดตายได้ปีละ 2 คนละก็ เหตุผลเดียว ประโยคง่ายๆคือ 

 

 

........"ไอ้เหี้ยนั่น มันดูถูกกู"

 

 

*****************

 

 

 

 

ตอนนี้ตีหนึ่งห้าสอบเอ็ดนาที

หนึ่งชั่วโมงที่ผมพิมพ์เรื่องบ้าๆนี่ 

ดึง ความหลังจาก 7 ปีที่แล้ว นำมาปั้นในค่ำคืนที่ควรนอน และส่งมันไปสู่โลกภาพนอกในฐานะก้อนความคิด และพุ่งผ่านออกไปในเช้าของวันรุ่งขึ้น (ส่วนผมอาจจะตื่นสายหน่อย)

 

 

สำหรับผม เรื่องนี้เป็นภาพย่อของการชุมนุมทางการเมืองได้เกือบทุกครั้ง 

มัน เป็นสถาปัตยกรรมของความไม่พอใจ ที่ต่อเติมสูงขึ้นด้วยสถานการณ์ต่างๆ เก็บถังเชื้อเพลงไว้ในแต่ละชั้น พร้อมจะพังลงมาระเบิดได้ทุกเมื่อ 

 

สำหรับเพื่อนที่อยู่ในเรื่องนี้ ผมดีใจมากที่คุณอ่านอยู่ 

คุณกับผม ต้องเผชิญเช้าในวันพรุ่งนี้ด้วยกัน ไม่ว่าด้วยความรู้สึกยังไง 

ร้อย กว่าคนที่ล้อมเต๊นท์ครูฝึกในคืนนั้น อาจจะไปยืนประท้วงอยู่ตอนล้อมทำเนียบ ของทั้งเสื้อเหลือง และทั้งเสื้อแดง หรือเสื้อบ้าบออะไรข้างหน้า

 

 

ในเร็ววันนี้อาจจะเกิดเรื่องขึ้นอีกก็ได้ สิ่งที่ครูฝึกพูด อาจจะพูดถูก

โลกแห่งความจริง ไม่มีการซ่อมขี้แตกขี้แตน ที่อย่างมากก็แค่เหนื่อยหอบ เปื้อนโคลนก็ล้างหาย

 

 

กระสุนที่ผ่านลำคอไป ก็พาวิญญาณเราหลุดลอยตามไป

ไม่ว่าต้นทุนชีวิตจะสูงขนาดไหน นักเรียนนายสิบ เจ้าของกิจการค้าส่ง นักเขียนการ์ตูน

เราตาย สมองกระจาย อย่างเท่าเทียม

 

 

 

 

ลาครับทุกท่าน ขอบคุณที่อ่าน

ถ้าเป็นไปได้ ผมหวังว่าเราคงไม่ต้องร่วมร้องเพลงอะไรกันอีกในเร็ววัน

Comment

Comment:

Tweet


คุณทำให้ผมเห็นภาพอะไรบางอย่าง
#4 by ENIGMA (202.183.130.67) At 2011-12-23 13:45,

big smile มนุษย์ เป็นแค่หมากตัวนึงของการเมือง ทุกระดับ
#3 by Akihiko At 2011-11-19 15:11,
[url]http://vimeo.com/19723116[/url
เอาไปดูแก้เซ็งไปมึง cry
#2 by Zetathix At 2011-11-18 15:12,